Netflix ทุ่ม 200 ล้านเหรียญ ปักหมุดไทย “โปรดักชันฮับ” แห่งใหม่ของเอเชีย
Netflix รุกตลาดบันเทิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วงการสตรีมมิ่งโลกกำลังสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อ Netflix ประกาศจุดยืนชัดเจนในการปั้นประเทศไทยให้เป็น โปรดักชันฮับ (Production Hub) ชั้นนำแห่งเอเชีย ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบันเทิงได้ปักหมุดให้ราชอาณาจักรไทยเป็นเสาหลักในกลยุทธ์การขยายตลาดระดับภูมิภาค
การทุ่มทุนครั้งมหาศาลนี้เป็นมากกว่าแค่ตัวเงิน แต่คือสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สะท้อนมุมมองใหม่ที่บริษัทสื่อระดับโลกมีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ Netflix เลือกปักหมุดให้ไทยเป็น “เมืองหลวงแห่งคอนเทนต์” ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของวงการบันเทิงในภูมิภาคนี้
ปรากฏการณ์คอนเทนต์ไทยฟีเวอร์ระดับโลก
เบื้องหลังการลงทุนครั้งใหญ่นี้คือความสำเร็จอย่างถล่มทลายของคอนเทนต์ไทยบน Netflix เฉพาะแค่ในปี 2025 คอนเทนต์ไทยสามารถสร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดการรับชมรวมกันกว่า 750 ล้านชั่วโมง ถือเป็นการตอกย้ำความต้องการของผู้ชมทั่วโลกที่ให้ความสนใจคอนเทนต์คุณภาพจนโดนใจชาวต่างชาติ อย่างเช่น “มาสเตอร์ ออฟ เดอะ เฮาส์” (Master of the House) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พิสูจน์ให้เห็นว่าการเล่าเรื่องแบบไทยก็มีเสน่ห์ในระดับสากลเช่นกัน
เปิดแผนรุกไลน์อัปโปรดักชันและคอนเทนต์ใหม่
Netflix ไม่ได้หยุดแค่การลงทุนทางการเงิน แต่เดินหน้าเต็มสูบด้วยแผนการผลิตคอนเทนต์สุดท้าทาย โดยได้ไฟเขียวโปรเจกต์ออริจินัลไทยเรื่องใหม่ถึง 9 เรื่อง สำหรับรอบการผลิตถัดไป สะท้อนให้เห็นถึงความความเชื่อมั่นที่ Netflix มีต่อพลังของ Creative Ecosystem ในประเทศไทย
หนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าจับตามองคือภาพยนตร์ซอมบี้เรื่อง “Ziam” ซึ่งเป็นความท้าทายของ Netflix ที่กล้าเจาะตลาดไทยด้วยแนวคอนเทนต์ที่หลากหลาย ถีอเป็นกลยุทธ์สำคัญในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพรอบด้านของไทยในฐานะโลเคชันการผลิต
โดยระหว่างปี 2021-2024 Netflix ได้สร้างออริจินัลซีรีส์และภาพยนตร์ไทยไปแล้วกว่า 20 เรื่อง ซึ่งการผลิตผลงานจำนวนมากนี้ได้สร้างโอกาสการจ้างงานให้นักแสดงและทีมงานกว่า 13,500 ตำแหน่ง ตั้งแต่มืออาชีพไปจนถึงคลื่นลูกใหม่
พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการสนับสนุนจากภาครัฐ
กลยุทธ์การลงทุนของ Netflix ถือเป็นการเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าสร้างรายได้ราว 122.4 พันล้านเหรียญ และสร้างงาน 20 ล้านตำแหน่งจาก Creative Economy หรือภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์
โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีการจ้างงานกว่า 609,345 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าให้ GDP ของประเทศถึง 47.38 พันล้านเหรียญ ซึ่งการเข้ามาของ Netflix จะเป็นตัวเร่งการเติบโตนี้ให้พุ่งทะยานยิ่งขึ้น
ผลกระทบเชิงบวกยังขยายวงกว้างกว่าแค่เม็ดเงินในกองถ่าย เพราะกองถ่ายต่างประเทศยังอัดฉีดรายได้ทางอ้อมมหาศาลผ่านค่าเช่าโลเคชันถ่ายทำ, ค่าที่พัก, การขนส่ง และบริการสนับสนุนต่าง ๆ ซึ่งล้วนกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ
ดึงดูดกองถ่ายทั่วโลก ด้วยมาตรการเชิงรุกของภาครัฐ
ประเทศไทยกลายเป็นโลเคชันถ่ายทำที่ดึงดูดกองุถ่ายจากทั่วโลก ด้วยมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์จากภาครัฐที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติโดยเฉพาะ โดยมาตรการคืนเงิน หรือ Cash Rebate ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2016 ทำให้มีกองถ่ายต่างชาติมาถ่ายทำในประเทศไทยกว่า 4,600 โปรเจกต์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านเหรียญ
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เผยว่าเฉพาะในปี 2024 กองถ่ายต่างประเทศสร้างรายได้ตรงให้เศรษฐกิจไทยถึง 200 ล้านเหรียญ ซึ่งความสำเร็จนี้ผลักดันให้รัฐบาลเร่งขยายกลไกการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกองถ่ายจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษี, เครดิตการจ้างงาน และกระบวนการขอใบอนุญาตที่รวดเร็ว ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของกองถ่ายต่างประเทศ
สร้าง Creative System เพื่อความยั่งยืน
Netflix มองไกลกว่าแค่การผลิตคอนเทนต์ แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการปั้นบุคลากร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อีโคซิสเต็มของวงการบันเทิงทั้งระบบ
Malobika Banerji ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายคอนเทนต์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Netflix ย้ำถึงความมุ่งมั่นของแพลตฟอร์มในการพัฒนาบุคลากรทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีทั้งความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและศักยภาพทางศิลปะที่พร้อมสำหรับโปรดักชันระดับโลกอย่างยั่งยืน
การพัฒนาคนยังสร้างผลกระทบแบบทวีคูณ เพราะทีมงานมืออาชีพที่ผ่านโปรดักชันของ Netflix สามารถนำความรู้และมาตรฐานระดับโลกไปต่อยอดในโปรเจกต์อื่นๆ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำชื่อเสียงของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการผลิตที่ไว้ใจได้
จุดแข็งของไทยในเวทีโปรดักชันโลก
จุดแข็งที่ทำให้ไทยโดดเด่นบนเวทีโลกคือการผสมผสานที่ลงตัวของโลเคชันถ่ายทำที่หลากหลาย ตั้งแต่เมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหล ไปจนถึงความสวยงามของธรรมชาติ และแหล่งประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าา
นอกจากนี้ ฝีมือและความเป็นมืออาชีพของทีมงานไทย รวมถึงต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง คือสามปัจจัยหลักที่สร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการผลิตงานคุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งความคุ้มค่านี้ไม่ได้แลกมาด้วยการลดคุณภาพ แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากความสำเร็จของผลงานไทยในตลาดโลก
การที่ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสร้างความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ให้กับประเทศ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่างงก็พร้อมรองรับความต้องการของกองถ่ายระดับโลกได้อย่างเต็มที่ด้วย
การยอมรับในระดับสากลและโปรดักชันฟอร์มยักษ์
ความสำเร็จของกลยุทธ์ Netflix ในไทย สะท้อนภาพใหญ่ของการที่ไทยได้รับการยอมรับในฐานะหมุดหมายสำคัญของกองถ่ายทั่วโลก โปรดักชันฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดต่างเลือกไทยเป็นโลเคชันหลัก ไม่ว่าจะเป็น “The White Lotus” ซีซั่น 3 (HBO), “Jurassic World: Rebirth” (Universal Pictures) และ “Alien: Earth” (FX)
โปรเจกต์ระดับแม่เหล็กเหล่านี้ไม่ได้สร้างแค่เม็ดเงินมหาศาล แต่ยังเป็นการโชว์เคสศักยภาพของไทยสู่สายตาคนในอุตสาหกรรมบันเทิงทั่วโลก ทุกความสำเร็จของกองถ่ายต่างชาติเปรียบเสมือนเครื่องมือการตลาดชั้นเยี่ยม ที่ช่วยดึงดูดโปรเจกต์และการลงทุนใหม่ ๆ ให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
อิทธิพลทางวัฒนธรรมและการขับเคลื่อน Soft Power
นอกเหนือจากมิติเศรษฐกิจ การลงทุนของ Netflix ยังเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก เรื่องราว, วัฒนธรรม และมุมมองแบบไทยได้เดินทางไปสู่ผู้ชมทั่วโลกผ่านเครือข่ายของ Netflix เสริมสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น
พลังของSoft Power นี้ยังสร้างผลพลอยได้ทางการท่องเที่ยวด้วย เมื่อผู้ชมเกิดความสนใจและอยากตามรอยโลเคชันถ่ายทำ เหมือนเช่นปรากฏการณ์ ‘The White Lotus effect’ ที่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าพลังของสื่อสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างไร
อนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมโปรดักชันไทย
เม็ดเงิน 200 ล้านเหรียญจาก Netflix เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมอุตสาหกรรม ความสำเร็จนี้คาดว่าจะดึงดูดบริษัทสื่อระดับโลกรายอื่นๆ ให้หันมาตั้งฐานทัพในไทยตามรอย
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวทั้งการสนับสนุนจากรัฐ, บุคลากรฝีมือดี และต้นทุนที่คุ้มค่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะคว้าส่วนแบ่งที่ใหญ่ขึ้นในตลาดผลิตคอนเทนต์ของเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การลงทุนนี้ยังสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยหันมาสร้างขีดความสามารถในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูง
สร้างจุดยืนที่แตกต่างบนเวทีโลก
เกาหลีใต้ได้พิสูจน์แล้วว่าพลังของ Soft Power สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มหาศาล แต่ไทยเลือกที่จะแตกต่าง ด้วยการใช้ความได้เปรียบเฉพาะตัว ทั้งด้านวัฒนธรรม, โลเคชัน และการสนับสนุนจากรัฐบาล ในการสร้างจุดยืนที่เป็นเอกลักษณ์
โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการเปลี่ยนทุกเม็ดเงินลงทุนให้คุ้มค่าสู่การเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหรกรรมบันเทิง ไม่ใช่แค่ความร่วมมือแบบฉาบฉวย หรือเป็นแค่โปรเจกต์ระยะสั้น
ยกระดับอุตสาหกรรม ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานระดับโลก
การเข้ามาของ Netflix ไม่ใช่แค่การสร้างงาน แต่คือการ ‘อัปเกรด’ อุตสาหกรรมโปรดักชันไทยทั้งระบบ ทุกโปรเจกต์ระดับโลกที่เกิดขึ้น คือการนำเข้าเทคโนโลยีล้ำสมัย, เทคนิคการผลิตขั้นสูง และมาตรฐานการทำงานระดับ Global Standard มาสู่ประเทศไทยโดยตรง
โปรดักชันเฮาส์, ทีมงานเทคนิค และสตูดิโอ Post-Production ของไทย จึงไม่ใช่แค่ได้เรียนรู้ แต่ยังได้ลงมือทำงานจริงกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในโลกด้วย ซึ่งช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของบุคลากรไทยให้พร้อมสำหรับทุกโปรเจกต์ในอนาคต
ความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน
การลงทุน 200 ล้านเหรียญของ Netflix ไม่ใช่แค่ดีลธุรกิจเท่านั้น แต่คือผลประโยชน์ร่วมกันที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง โดยฝั่งของ Netflix ได้คอนเทนต์ที่สดใหม่, โลเคชันที่ตื่นตาตื่นใจ และศักยภาพการผลิตที่คุ้มค่า ขณะที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์มหาศาล ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ, การพัฒนาบุคลากร และการส่งพลัง Soft Power สู่สายตาชาวโลก
ความร่วมมือที่ลงตัวนี้ได้สร้างโมเดลการเติบโตที่ยั่งยืน ปักหมุดให้ไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ และตอกย้ำตำแหน่งของไทยในเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลกให้แข็งแกร่งและชัดเจนยิ่งขึ้น
บริการ Fixer ในไทย จบครบทุกเรื่องโปรดักชัน
ไม่ว่าโปรเจกต์ต่อไปของคุณจะเป็นโฆษณา, ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ที่กำลังมองหาโลเคชันถ่ายทำในประเทศไทย ทีม Fixer มืออาชีพของเราพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่จะทำให้ทุกขั้นตอนการถ่ายทำราบรื่นและสมบูรณ์แบบที่สุด โดยสามารถ ติดต่อเราที่นี่ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริการ Fixer ของเราได้ ที่นี่
